อาทิตย์นึงผ่านไป กักตัวในโรงแรมเป็นไงบ้าง เดี๋ยวจะเหลาให้ฟัง....
1. อาหาร
ทางโรงแรมจัดให้วันละสามมื้อ มาส่งเวลาตามนี้ 7.30–8.30, 11.30–12.30 และ 17.30–18.30 น.
อาหารเช้า: คุมโทนสีขาวทุกวัน หลักๆ จะมีน้ำเต้าหู้ไม่ก็ข้าวต้มสลับกันไป แล้วก็มีของกินอีกอย่างหมุนเวียนไป เช่น ซาลาเปา หมั่นโถว ปอเปี๊ยะ ข้าวห่อใบบัวที่มีไส้เท่าหนวดแมว และที่ขาดไม่ได้ในทุกวัน....ไข่ต้ม
อาหารกลางวันกับอาหารเย็น: คล้ายๆ กัน อารมณ์อาหารกล่องบนรถไฟที่นี่ ซึ่งเอาจริงๆ ชอบนะเวลานั่งรถไฟ แต่เจอทุกวันก็ไม่ไหวววว ซึ่งอาหารกล่องก็จะประกอบไปด้วย ข้าว ผัดผักที่สลับผักไปเรื่อยๆ เนื้อสัตว์หนึ่งอย่างทำเป็นแบบพวกต้มๆ ผัดๆ พะโล้ๆ วนไป เนื้อที่เจอเยอะสุดคือไก่....เกาท์อาจจะถามหาก่อนออกไป แล้วก็จะมีกับข้าวอีกอย่างที่อาจจะเป็นผักกับวิญญาณเนื้อสัตว์ ปลาผัด ปลาหมึกนุ่มนิ่ม หรือที่เจอบ่อยสุดก็เต้าหู้....แหม่ ของชอบ
นอกจากนี้มื้อกลางวันจะมีผลไม้ให้หนึ่งอย่าง แต่บางอย่างก็ให้มาแบบต้องใช้เชาว์ปัญญาในการกิน เช่น มะม่วง ที่ไม่มีมีดมาให้ปอก สั่งซื้อมีดมาก็ไม่ได้เพราะเป็นของต้องห้ามระหว่างกักตัว ส่วนมื้อเย็นจะมีน้ำผลไม้หรือน้ำหวานให้หนึ่งกล่อง แต่สองวันที่ผ่านมาขอเปลี่ยนเป็นผลไม้เรียบร้อย
เรื่องของกินเนี่ย วันแรกๆ ก็สนุกดี ลุ้นว่าวันนี้จะได้กินอะไร แต่ไม่เกินสามวันเท่านั้นแหละ เบื่อ! รสเหมือนกันทุกวัน เค็มๆ มันๆ ผิดหวังกับฉายาครัวจีนของมณฑลกวางตุ้งจริงๆ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากมื้ออาหาร: คนจีนกินแป้ง/ข้าวเยอะมาก แต่กินกระดูกเยอะกว่า ไม่มีมื้อไหนที่เนื้อสัตว์ไม่ติดกระดูก/ก้าง กินไปทิ่มคอไป สนุกจังเว้ยยย
จริงๆ แล้วใช้คำว่าโรงแรมจัดให้ก็ไม่ค่อยถูก เพราะมันรวมไปในค่ากักตัวแล้วว จะยกเลิกของโรงแรมแล้วสั่งมาจากข้างนอกก็ทำได้ แต่อาจจะได้อาหารที่ไม่ร้อนแล้ว เพราะว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามเอามาวางให้หน้าห้องตามรอบที่กำหนด ก็ต้องจัดการเรื่องเวลากันดีๆ ซึ่งแน่นอนคนที่นี่สนที่ไหน หึๆ
เหตุผลที่ต้องเป็นรอบๆ ก็เพราะว่าหลังจากที่เจ้าหน้าที่ขึ้นมาในแต่ละครั้ง ก็จะมีการฉีดฆ่าเชื้อทำความสะอาดทางเดินทุกครั้งนั่นเอง
เรื่องอาหารอย่างที่บอกข้างบนก็คือเบื่อแหละ แต่ความที่เป็นคนง่ายๆ อยู่ง่ายกินง่าย อะไรก็ได้ ก็เลยอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้
2. ห้องพัก
ห้องพักนี่ใช้ได้เลย เรียกได้ว่า comfy and cozy มาก เตียงนอนสบาย มีผ้าห่มหนาๆ หนักๆ แบบที่ชอบ เรื่องความสะอาดก็ตามสภาพของสามดาวที่นี่
ในห้องจะมีน้ำดื่มขนาด 550 มิลลิลิตรให้ทั้งหมด 21 ขวด ซึ่งแน่นอนว่าไม่พอ.... มันสั่งเพิ่มได้แต่ก็เสียเงินเพิ่มเช่นกัน สิ่งนึงที่ขาดไม่ได้ในโรงแรมที่จีนคือกาต้มน้ำ ดีงาม ชงกาแฟที่เตรียมมาได้ ขาดอาหารได้แต่ขาดกาแฟไม่ได้
ในส่วนของห้องน้ำมีเซตผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสระผม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน อย่างละ 2 ชุดให้ แต่ผ้าเช็ดตัวจะไม่มีการเปลี่ยนให้ในระหว่างกักตัว 14 วันนี้ เช่นเดียวกันกับรูมเซอร์วิส ไม่มีเช่นกัน
อีกสิ่งที่ทางโรงแรมมีให้คือถุงขยะสีเหลือง มีเขียนไว้ว่าขยะติดเชื้อ ซึ่งเราก็มีหน้าที่มัดปากถุงให้สนิท แล้วเอาไปใส่ตะกร้าหน้าห้อง เช่นเดียวกันกับถุงอาหาร (ขอแอบเมาท์มอย คนท้องถิ่นไม่มีใครเอาถุงใส่ในถังเลย วางบนพื้นหมด ทั้งที่เจ้าหน้าที่ก็คอยบอกว่าให้ใส่ถัง เพราะตอนที่มาเก็บมันสะดวกกว่า อื้มมมน่ารักจริงๆ)
กฎการอยู่ในห้องก็ไม่มีอะไรมากมาย แค่ห้ามออกไปนอกห้อง ออกไปได้แค่ตอนหยิบอาหาร วัดอุณหภูมิ และ swab จมูก ถ้าห้องมีหน้าต่าง ทางโรงแรมแนะนำให้เปิดระบายอากาศบ้าง ของใช้อื่นๆ เช่น กระดาษทิชชู่ ถ้าหมดก็ขอเพิ่มได้
โรงแรมจริงๆ ดูแลดีมากๆ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นวันแม่สากล ทางโรงแรมได้เตรียมขนมพิเศษให้ทุกคน ซึ่งก็คือถั่วเขียวต้ม! อืมม.... แต่กว่าจะมาส่ง มันก็ไม่ร้อนจนหลายๆ คนบ่นในกรุ๊ป แถมยังเดาว่าเป็นถั่วกระป๋อง ทางโรงแรมรู้สึกผิด วันถัดมาเลยเอาผลไม้รวมมาให้เป็นการขอโทษ น่ารักจริงๆ
3. วันๆ ทำอะไรบ้าง
กิจวัตรประจำวันก็ซ้ำๆ ด้วยความที่เป็นคนชอบทำอะไรเป็นรูทีน เรื่องนี้เลยอยู่ได้สบายๆ
เริ่มจากตื่นมา กินข้าวเช้า ทำกิจวัตรประจำวันตอนเช้า เล่นเกมส์/อ่านหนังสือหรือนู่นนี่นั่น/เล่น word search/ ระรานชาวบ้านในเฟสบุ๊ก/ดู series (WandaVision คือดี) กินข้าวกลางวัน ซ้อม (แต่แอบเป่าเบาๆ กลัวความบ่นเก่งของคนที่นี่) ออกกำลังกาย กินข้าวเย็น อาบน้ำ นอน วนไปแค่นี้
อ่อ...สอนวันจันทร์ด้วย
ช่วงวันหลังๆ มานี่คนน่าจะเยอะขึ้น Wi-Fi ช้าลง ทำให้มุด VPN ออกมาลำบาก แต่ก็ยังดีที่ดูแนนโนะจบได้ แต่ตอนนี้ substitute ด้วยการดูชินจังในทีวี แต่ก็ดูไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเป็นภาษาจีน
วันก่อนมีคลับฟรายเดย์พากย์จีนด้วยนะ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก จนเห็นรัศมีแข ฮ่าๆ
กิจกรรมนอกจากนี้ก็มีมิตรรักแฟนเพลง ที่โทรมาหรือวิดีโอคอลมาถามไถ่ ขอบคุณจริงๆ
4. ประสบการณ์ประทับใจ
- ทุกวันจะมีเจ้าหน้าที่มาวัดอุณหภูมิ (บางวันก็ไม่มา) ซึ่งก็ตามสไตล์ที่นี่ที่ไม่รู้จะมาเวลาไหน เวลาคือสุ่มมากๆ ก็ลุ้นกันไป บางทีขี้ๆ อยู่ก็อาจจะเคาะได้
- จากที่บอกข้างบนว่าเจ้าหน้าที่จะมาเวลาไหนก็ไม่รู้ วันที่สองของการใช้ชีวิตในห้องนี้ หลังจากที่ทำ heavy duty เสร็จในห้องน้ำและกำลังจะอาบน้ำ อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาก เคาะแบบเจ้าหนี้มาอะ ด้วยความรีบและนึกว่าวัดอุณหภูมิ เลยนุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวเปิดประตูโผล่หัวออกไป..... ที่ไหนได้...เจ้าหน้าที่มาถ่ายรูปสำหรับลงทะเบียนเข้าเมือง ของสถานีตำรวจ คุณพี่เค้าก็ไม่ไล่เราไปใส่เสื้อนะ ให้เรายืนถ่ายรูปแบบไม่มีเสื้อไปเลยแบบนั้น อับอาย...น่าอับอาย
- ใน 7 วันที่อยู่ที่นี่ โดนล้วงจมูกเพิ่มไปอีกสองรอบ (FYI: ระหว่างกักตัวจะถูก swab ทั้งหมดสามครั้ง ในวันที่สี่ เจ็ด และสิบสี่ของการกักตัว) ซึ่งตอนที่เจ้าหน้าที่มาล้วงจมูกรอบแรก เค้าสั่งให้อ้าปากค้างไว้ด้วยตอนที่เค้าแยงไม้เข้ามา และเหมือนเดิม เสียบคาไว้ เอ้ยมันไม่เจ็บ เดาว่าการอ้าปากน่าจะช่วยให้โพรงระบบทางเดินหายใจ ขยายขึ้นทำให้ลดความเจ็บลง ใครสนใจไปทดลองดูก็เต็มที่เลย
- วันนี้คุณพี่ผู้หญิงชาวฮ่องกง นั่งบนรถตอนมาโรงแรมใกล้ๆ เราและคนไทยอีกคน นางสั่งกาแฟนมมาให้คนไทยที่กักตัวอยู่ด้วยกันคนละแก้ว ใจดีมากๆ เลย — พันธมิตรชานม
สรุป: not bad so far มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องมีทุกคนก็ได้ ฮ่าๆๆ
จริงๆ ก็เรียกได้ว่าผ่านมาครึ่งทางละ จนกระทั่งได้รู้ว่าหลังจากออกไปแล้ว มีเวลาแค่หนึ่งวันที่จะได้ green code สำหรับการไปจุดหมายปลายทาง หลังจากนั้นมันจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอยู่เจ็ดวัน ซึ่งในเจ็ดวันนี้เท่าที่รู้คือต้องอยู่บ้าน แต่เพื่อนร่วมงานบอกจริงๆ คือแค่ห้ามไปที่ที่คนพลุกพล่าน เช่น ห้าง ร้านค้า หรือขึ้นรถไฟอะไรพวกนั้น ซึ่ง....ก็ขอเชิญติดตามในตอนต่อไป
อัปเดตเพิ่มเติม: ได้ซิมการ์ดเบอร์ใหม่แล้ว จากการช่วยเหลือของนักเรียนที่รัก ฮือ
แก้ไข: โดนล้วงจมูกทั้งสี่ครั้ง วันที่ 4, 7, 10, 14 ของการกักตัว เพิ่งโดนมาเมื่อกี้รอบที่สาม (13/05/21)